ในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่าที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 นั้น มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ตู้กำจัดโควิด-19 ซึ่งมีการผลิตและติดตั้งตู้แบบนี้ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย

ตู้กำจัดโควิด-19 ก่อให้เกิดคำถามมากมายว่า สามารถกำจัดเชื้อโควิด-19 ได้จริงหรือ มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตู้กำจัดโควิด-19 ว่า จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่เข้าไปใช้บริการจากตู้กำจัดโควิด-19 ดังนี้

 

ตอนนี้กระแสทำ "ตู้อบหรืออุโมงค์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ" กระจายไปทั่วเลย ไม่ว่าจะตามอาคาร หน่วยงาน หรือแม้แต่ตลาด ก็มีคนมารับจ้างทำกัน จนเหมือนจะเป็นอาชีพใหม่แล้ว ... ซึ่งก็เคยเตือนไปหลายรอบแล้วนะ แต่คงไม่ฟังกัน

ปัญหาหลักๆ ของการใช้อุโมงพวกนั้น ก็คือ น้ำยาที่ฉีดพ่นลงมา ถ้ามีปริมาณความเข้มข้นของสารน้อยไป ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หรือ ถ้ามีเข้มข้นมากจนฆ่าเชื้อได้ ก็จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผู้ที่ถูกพ่น ทั้งผิวหนัง ดวงตา เสื้อผ้า และเมื่อสูดดมเข้าไป ก็อันตรายต่อทางเดินหายใจเสียด้วย

ปัญหาทางอ้อมคือ มันทำให้เราเข้าใจผิดว่าตัวเราสะอาดปลอดเชื้อแล้ว .. คนที่ไม่ได้มีเชื้อ ก็อาจจะเผลอเรอ ไม่ดูแลความสะอาดของมือหลังจากนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ .. ขณะที่คนที่มีเชื้ออยู่ ก็อาจจะเข้าใจผิดว่า ตัวเองถูกกำจัดเชื้อโรคออกไปแล้ว ทั้งที่จริงๆ ก็ยังเป็นผู้แพร่เชื้อได้หลังจากนั้น

ที่น่าปวดหัวเพิ่มขึ้นตอนนี้ คือ เริ่มมีการทำกระทั่ง "ตู้ฉายแสง UV" ซึ่งยิ่งน่ากลัวจะเป็นอันตรายมากขึ้นไปอีก เพราะแสงอัลตราไวโอเลต ที่อยู่ในช่วงคลื่นและมีกำลังเข้มข้นพอที่จะฆ่าเชื้อโรคได้นั้น ก็ส่งผลทำลายเซลล์ร่างกายของเราได้เช่นกัน โดนผิวหนังก็สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองแสบร้อน โดนดวงตาก็ทำลายเนื้อเยื่อในดวงตาได้ และถ้าใช้บ่อยครั้ง ก็อาจจะนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

สรุปคือ ของพวกนี้ มันทำไปก็เสียงบประมาณสูง แล้วก็มีผลเสียตามมาได้ .. จริงๆ แค่ติดตั้งขวดแอลกอฮอล์ไว้ตามจุดต่างๆ ให้ได้เช็ดมือบ่อยๆ ก็ใช้งานได้ดีกว่า ประหยัดกว่าด้วยครับ

ซึ่งข้าพเจ้าเห็นด้วยในบางส่วนและไม่เห็นด้วยในบางส่วน โดยจำแนกได้ดังนี้

  1. เห็นด้วยเรื่องน้ำยาที่ฉีดพ่นออกมานั้น ถ้าใช้น้ำยาประเภทที่ใช้กับคนไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนังส่วนที่โดนน้ำยา แต่ถ้าเป็นน่ำยาประเภทที่ใช้กับคนได้ และกำหนดความเข้มข้นในอัตราส่วนที่ผู้ผลิตน้ำยานั้นกำหนด โอกาสสร้างความระคายเคืองย่อมมีน้อยหรือไม่มีเลย
  2. การพ่นยานั้นเป็นการป้องกันปัญหาเชื้อโรคที่ติดมากับเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และมีผลในระยะสั้นเท่าที่ตัวยายังมีฤทธิ์อยู่ เช่นเดียวกับการฉีดยากันยุง ถ้ายายังมีฤทธิ์อยู่ยุงก็ตายหรือไม่เข้ามาในบริเวณที่ยายังมีฤทธิ์ แต่เมื่อยาหมดฤทธิ์ไม่สามารถฆ่ายุงได้ ยุงก็บินมากัดเราได้อีก ฉันใดก็ฉันนั้น ยาที่พ่นออกมาเพื่อกำจัดเชื้อโควิด-19 ก็มีฤทธิ์ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถมีฤทธิ์ได้ตลอดไป ประชาชนผู้เข้ามาใช้บริการตู้กำจัดโควิด-19 พึงตระหนักว่า การป้องกันตัวเองด้วยตู้กำจัดโควิด-19 นั้น เป็นการป้องกันตัวในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
  3. สำหรับผู้ที่ติดเชืื้อโควิด-19 แล้ว พึงต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้องและทันต่อเวลาด้วย ตู้กำจัดโควิด-19 ไม่มีคุณสมบัติในการจำกัดเชื้อโควิด-19 ที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ เพราะถ้าตู้กำจัดโควิด-19 สามารถกำจัดโควิด-19 ในตัวมนุษย์ได้แล้ว เราคงเห็นหมอนำคนป่วยมารักษาในตู้กำจัดโควิด-19 แล้ว
  4. ที่สำคัญผู้ที่ใช้บริการตู้กำจัดโควิด-19 พึงต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองมีความเสี่ยงจากการติดโควิด-19 เหมือนที่ทำมาตามปกติ ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย ไม่เอามือไปลูบ จับ พื้นผิววัสดุต่าง ๆ แล้วนำมาจับ มาเช็ดหน้าตาของตนเอง ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือสบู่ กินร้อน ช้อนกู อยู่ห่างจากบุคคลอื่น 1-2 เมตร
  5. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการคัดค้านไม่ให้เอาแสงยูวีมาใช้กับคน เพราะแสงยูวีนอกจากจะกำจัดโควิด-19 แล้ว ยังอาจกำจัดคนที่เข้าไปใช้บริการได้ด้วย

อย่างไรก็ตามได้มีหนังสือของสมาคม​โรคติดเชื้อ และจากกระทรวง​สาธารณสุข เรื่องห้ามใช้ตู้พ่นว่าไม่มีประโยชน์​และอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวและเป็นการกีกกันไม่ให้ผู้อื่นทำเรื่องนี้ เพราะในข้อเท็จจริงแล้วตู้กำจัดโควิด-19 จะมีประโยชน์หรือไม่นั้น ขอให้พิจารณากลุ่มผู้ที่สร้างตู้กำจัดโควิด-19 ว่ามีใครบ้าง (บางส่าน)

  1. อาจารย์มหิดล (น่าจะเป็นอาจารย์หมอ)
  2. วิศวกรจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย
  3. วิศวกรจากบริษัทมหาชน
  4. อาจารย์ นักศึกษา จากมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์

ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ แล้วคนเหล่านี้มาสร้างตู้กำจัดโควิด-19 ทำไม หลายคนที่ทำก็เป็นหมอในมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์

ตู้ CoviClear

ผลงานของอาจารย์มหิดล

งานนี้สงสัยว่าจะมีการตัดแข้งตัดขาคนอื่นเพื่อให้ตัวเองได้รับประโยชน์สูงสุด

เรื่องนี้ต้องใช้วิจารณญาณพิจารณาให้ครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านเอง