กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย โดยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และความร่วมมือจากสำนักงานบริหารมรดกวัฒนธรรมมณฑลส่านซี ศูนย์ส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมมณฑลส่านซี พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี และพิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รวบรวมโบราณวัตถุสำคัญจำนวน 86 รายการ (133 ชิ้น) มีอายุกว่า 2,200 ปี จากพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ 14 แห่ง ในสาธารณรัฐประชาชนจีน มาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวไทยจะได้ชื่นชมกองทัพทหารดินเผาจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้อย่างใกล้ชิด แหม...วัตถุโบราณล้ำค่ามาเยือนถึงถิ่นจะไม่ไปชมได้อย่างไร ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ตามเราไปชมนิทรรศการแห่งนี้กันดีกว่า
นิทรรศการแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 : พัฒนาการก่อนการรวมชาติ ยุคราชวงศ์โจวตะวันออก

โซนนี้จะเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปก่อนเข้าสู่ยุคจักรพรรดิจิ๋นซี โดยเป็นเรื่องราวสมัยราชวงศ์โจว สมัยชุนชิว (สมัยฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง) และสมัยจ้านกว๋อ (สมัยสงครามรัฐศึก) ตั้งแต่ประเทศจีนโบราณที่ประกอบไปด้วยแคว้นเล็กแคว้นน้อย มีการแบ่งแยกการปกครองเป็นเอกเทศ ยุคนี้มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการหล่อสำริด เช่น การผลิตอาวุธ เครื่องดนตรี ภาชนะ และเงินตรา รวมถึงความก้าวหน้าทางการทหาร ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ “แคว้นฉิน” ที่เป็นแคว้นเล็กในเขตชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนโบราณ กลายเป็นจักรวรรดิที่แข็งแกร่งในเวลาต่อมา

ภายในโซนนี้มีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านโลหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ภาชนะสำริด อาวุธ และเงินตรา โดยถูกจัดแสดงไว้ในตู้จัดแสดงที่มีคำอธิบายประกอบ เช่น ตราประจำตำแหน่ง ม้าและรถม้า ภาชนะมีพวยกา (เหอ) ที่จับประตูรูปสิงโตคาบห่วง ภาชนะในพิธีกรรม (ฝู) ระฆัง (จง) ภาชนะในพิธีกรรม (กุ่ย) เป็นต้น

โซนที่ 2 : จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน ผู้ผนวกโลกมนุษย์และสวรรค์

เดินตรงมาเรื่อย ๆ ก็จะพบโซนที่ 2 ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “จิ๋นซีฮ่องเต้” จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนที่โลกต้องจารึก โดยมีวีดิทัศน์เล่าเรื่องราวของจิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งแต่ประสูติจนถึงขึ้นปกครองแคว้นฉิน พร้อมพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จีน เช่น การสถาปนาราชวงศ์ฉิน การผนวกแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น การปฏิรูประบบการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง กำหนดมาตรฐานหน่วยชั่ง ตวง วัด ระบบเงินตรา ภาษาเขียน และการพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น การสร้างถนนหลวง ที่มีความยาว 6,000 กิโลเมตร การขุดคลองเชื่อมแม่น้ำ สร้างสะพาน สร้างระบบทำนบกั้นน้ำเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร รวมถึงการก่อสร้างและเชื่อมต่อแนวกำแพงดินอัดของแคว้นต่าง ๆ เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึกศัตรู จนกลายเป็น “กำแพงเมืองจีน” สิ่งมหัศจรรย์สุดยิ่งใหญ่ของโลก

ภายในห้องนี้จะมีโบราณวัตถุล้ำค่าที่บ่งบอกถึงวิวัฒนาการอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นไกหน้าไม้ ลูกชั่งน้ำหนัก 30 จิน ยุ้งฉางจำลอง ลูกธนู

 

โซนที่ 3 : สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี มหาอาณาจักรใต้พิภพ

มาถึงโซนที่ 3 ที่ถือเป็นไฮไลต์ของนิทรรศการก็ว่าได้ เพราะจัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี แวบแรกที่เห็นห้องนี้ บอกเลยว่าต้องมนตร์ขลังของหุ่นดินเผาทหารขนาดใหญ่ที่ส่งตรงมาจากสุสานจิ๋นซี ไม่ว่าจะเป็นรถม้าสำริดจำลอง หุ่นทหารดินเผา ชุดเกราะหิน และหมวกหิน

ในอดีตจิ๋นซีฮ่องเต้เฝ้าค้นหาความเป็นอมตะ เสาะแสวงหายาอายุวัฒนะตลอดชีวิต ดำริให้มีการสร้างสุสานเมื่อพระชนมายุ 13 พรรษา เรื่องราวของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รับการบันทึกไว้โดยอาลักษณ์สมัยราชวงศ์ฮั่น ซือหม่าเฉียน พรรณนารายละเอียดอันน่าทึ่งของมหาสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี ปริศนานี้ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 หลังจากชาวนาคนหนึ่งได้ขุดพบหุ่นทหารดินเผา นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ประกาศให้สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อพุทธศักราช 2530

ความมหัศจรรย์ของสุสานจักรพรรดิจิ๋นซี คือการใช้แรงงานคนจำนวนมหาศาลเพื่อดำเนินการก่อสร้างสุสานในระยะเวลาเกือบ 40 ปี มหาอาณาจักรแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นการจำลองนครเสียงหยาง เมืองหลวงแห่งสุดท้ายในสมัยราชวงศ์ฉินไว้ในสุสาน รัฐบาลจีนได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีแล้วกว่า 900 หลุม พบทหารดินเผาและรถม้ากว่า 8,000 ตัว พบสุสานบริวารของเจ้าชาย เจ้าหญิง นางสนม ข้าราชการ คนงานสร้างสุสาน คอกสัตว์ และรถม้าสำริด

 

โซนที่ 4 : สืบสานความรุ่งโรจน์ ยุคราชวงศ์ฮั่น

โซนสุดท้ายที่บอกเล่ามรดกทางวัฒนธรรมจากจักรพรรดิจิ๋นซีและราชวงศ์ฉิน ส่งต่อสู่ราชวงศ์ฮั่น ที่จัดแสดงโบราณวัตถุจากสุสานในสมัยราชวงศ์ฮั่น และโบราณวัตถุที่บอกเล่าเรื่องราวประเพณี วิถีชีวิต ความรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรม การเมือง การปกครอง สังคม เกษตรกรรม และเทคโนโลยีทางการทหาร ตลอดจนการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชาวจีนโบราณกับชาวต่างชาติบนเส้นทางสายแพรไหม สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ นับเป็นยุคทองของงานศิลปกรรมและอารยธรรมจีนอย่างแท้จริง

ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหญิงรับใช้ พลทหารม้า ตุ๊กตาดินเผาทหาร ภาชนะสำริด (หู) ประตูสุสาน
เดินมาถึงโซนจัดแสดงสุดท้าย หันหลังกลับไปมองผู้คนรอบกายที่กำลังดื่มด่ำกับโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าที่วางอยู่ตรงหน้าชั่วอึดใจ ก่อนจะหันกลับมาหยุดยืนอยู่ตรงประตูทางออกที่มีข้อความชวนคิดที่ประดับว่า
สรรพสิ่งในโลกหล้า เมื่อถึงที่สุดย่อมย้อนกลับ

 

ระเบียบและข้อปฏิบัติในการชมนิทรรศการ

  • นิทรรศการพิเศษฯ จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ 16 กันยายน - 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 09.00-18.00 น. ทุกวันพุธ-อาทิตย์ (ปิดทำการเฉพาะวันจันทร์-อังคาร) วันหยุดนักขัตฤกษ์หากตรงกับวันพุธ-อาทิตย์ เปิดทำการตามปกติ
  • บัตรเข้าชมผู้ถือสัญชาติไทย 30 บาท ต่างชาติ 200 บาท จำหน่ายบัตรระหว่างเวลา 08.30-17.00 น. พระภิกษุ สามเณร นักบวช ผู้พิการ นักเรียน/นักศึกษาในเครื่องแบบ ไม่เสียค่าเข้าชม สำหรับผู้สูงอายุเกิน 60 ปี แสดงบัตรประชาชนเข้าชมฟรี
  • การเข้าชมจัดเป็นรอบ รอบละ 80 คน แต่ละรอบเวลาห่างกันไม่เกิน 15 นาที ทั้งนี้ แต่ละรอบสามารถชมนิทรรศการได้ 45 นาที
  • สิ่งดังต่อไปนี้ห้ามนำเข้าห้องจัดแสดง กระเป๋าขนาดใหญ่, กล้องถ่ายภาพ (Compact, SLR, DSLR, Mirrorless, Action) ไม้เซลฟี่ และขาตั้งกล้อง, ร่ม, ไฟแช็กและวัตถุที่ก่อให้เกิดประกายไฟ, มีดพกและวัตถุมีคม, อาหารและเครื่องดื่ม
  • กระเป๋าใบเล็กสามารถนำติดตัวเข้าไปได้ แต่ต้องผ่านการตรวจทุกใบ
  • ผู้เข้าชมสามารถถ่ายภาพนิ่งได้จากกล้องมือถือ (หรือ iPad) เท่านั้น ห้ามถ่ายภาพเคลื่อนไหวทุกชนิด และงดใช้แฟลช
  • ห้ามจับหรือสัมผัสตู้จัดแสดง
  • ผู้เข้าชมต้องผ่านการตรวจอาวุธและพึงรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
  • กรุณาเข้าชมตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ให้เกียรติสถานที่ และผู้เข้าชมท่านอื่น งดวิ่งหรือส่งเสียงรบกวน เด็กเล็กควรอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองตลอดเวลา
  • สื่อมวลชน และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ โปรดประสานการเข้าพื้นที่นิทรรศการผ่านกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร (โทรศัพท์ 0 2224 2050, 0 2222 3569) เท่านั้น