ประเทศไทยพ้นวิกฤติแล้ว ตู้กำจัดโควิดยังจำเป็นอีกไหม

ตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2562 เป็นต้นมา มีประชาชนทั่วโลกติดไวรัสเชื้อสายมรณะนี้ไปเกินกว่า 3 ล้านคน (3 พฤษภาคม 2563) และมีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 3 แสนราย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาลไปทุกหย่อมหญ้า

ประเทศไทยมีการตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 (https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/situation.php) และเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีประชากรติดเชื้อไวรัสนี้ โดยกรมควบคุมโรคได้ดำเนินการเฝ้าระวังคัดกรองผู้โดยสารเครื่องบิน ในเส้นทางที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่และท่าอากาศยานภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 3 – 10 มกราคม 2563 และพบผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้ตามนิยาม 6 ราย และวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563 มีการพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันรายแรก จึงถือว่าวันที่ 3 มกราคม 2563 เป็นวันแรกที่พบผู้ป่วยไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย

จากนั้นยอดผู้ป่วยสะสมเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2563 มีผู้ป่วยใหม่สะสมช่วงเจ็ดวันมากที่สุด 842 รายต่อเจ็ดวัน ถือว่าเป็นวันวิกฤตสูงสุดของไทย จากนั้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ เป็น 106 รายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 และล่าสุดวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 เป็น 59 ราย จึงเป็นวันแรกที่จำนวนผู้ป่วยลดลงเกิน 10 เท่าจากจุดวิกฤต จึงถือว่าไทยพ้นวิกฤตแล้วในวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 เมื่อมีผู้ป่วยใหม่รายวัน 6 ราย ซึ่งน้อยกว่าสิบรายหกวันติดกัน ทำให้ผู้ป่วยใหม่สะสมเจ็ดวันเป็น 59 ราย (15, 9, 7, 9, 7, 6 และ 6) จึงถือว่าประเทศไทยสามารถพ้นวิกฤตผู้ป่วยใหม่สะสมเจ็ดวันของโรคโควิด-19 ได้ เป็นลำดับที่ 9 ของประเทศและเขตปกครองพิเศษ (ที่มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมดเกินพันคน) ใช้เวลาต่อสู้บนถนนวิกฤตโควิด-19 ทั้งสิ้น 29 วันนับตั้งแต่วันวิกฤตสุดถึงวันพ้นวิกฤต และ 110 วันนับจากวันแรกที่พบผู้ติดเชื้อถึงวันพ้นวิกฤต

ณ วันพ้นวิกฤตของไทยและประเทศหรือเขตปกครองพิเศษ (ประเทศฯ) ที่พ้นวิกฤตแล้ว ไทยมีภาระที่ดูแลผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่เพียง 6 % ซึ่งดีกว่าประเทศฯ อื่นที่พ้นวิกฤตแล้ว และอัตราการรักษาหายสูงถึง 98% (รักษาให้ผู้ป่วยหายดี 98 ราย ต่อผู้เสียชีวิต 2 ราย) ซึ่งเทียบเท่าและดีกว่าประเทศฯ อื่นที่พ้นวิกฤต รวมถึงประเทศอื่นที่ยังไม่พ้นวิกฤตขณะนี้

วันที่ 28 เมษายน 2563 ไทยพ้นวิกฤต โดยอนุโลมไม่นับผู้ป่วยต่างชาติ 42 รายที่ด่านกักขัง หากนับรวมจึงเป็นวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 และรหัสพ้นวิกฤตของไทยสำหรับ COVID-19 beating route คือ TH3/2-3 หมายถึง นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าสู่ถนนวิกฤตโควิด-19 ถึงจุดวิกฤตที่ผู้ป่วยสะสมทั้งหมดประมาณสองพันคนและพ้นวิกฤตที่ผู้ป่วยสะสมทั้งหมดประมาณสามพันคน และเลขที่ควรจดจำ คือ 2, 9, 29, 11(0) หมายถึง วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 ลำดับที่ 9, 29 วัน, และ 110 วัน

ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจคลาดเคลื่อนได้ เพราะยังมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการและผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัย แต่ถือว่าไทยพ้นวิกฤตตามตัวเลขที่รายงาน

 

พ้นวิกฤติแล้ว ตู้กำจัดโควิดยังจำเป็นอีกไหม

การเกิดวิกฤตโรคโควิด-19 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวันของแต่ละคนเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้เราต้องเดินทางออกจากบ้านด้วยการพกหน้ากากอนามัยติดตัวกันตลอด ผู้ใดออกไปยังสังคมภายนอกโดยไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยจะกลายเป็นที่รังเกียจของสังคม ไม่มีใครอยากพูดคุยด้วย นอกจากนี้ทุกคนยังต้องมีเจลแอลกอฮอล์พกติดตัวเพื่อทำความสะอาดมือหลังจากไปสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกันเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ ต้องเดินห่างจากคนอื่น ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดกันได้เหมือนอดีตแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า ความปกติใหม่ หรือนิวนอร์มอล (New Normal) นั่นหมายความว่า ความเคยชินแบบเก่า ๆ จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป และเราจำต้องอยู่กับความเคยชินแบบใหม่ที่ยังไม่ค่อนชินเท่าไรไปจนกว่าจะเกิดความเคยชินต่อไป (อ่านแล้วงงไหม)

ความคุ้นชินใหม่นี้ ทำให้เราต้องอยู่กับการป้องกันตัวจากโรคภัยไข้เจ็บให้มากยิ่งขึ้น เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการค้นพบวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างเป็นทางการและใช้กันทั่วโรค การเดินผ่านตู้กำจัดโควิด-19 จึงหนึ่งในความคุ้นชินที่ต้องถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ฝนเริ่มตกแล้ว ปัญหาใหญ่จะตามมาคือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดปัญหาโรคโควิด-19 จะสามารถมีชีวิตได้ยาวนานขี้น อันตรายมากขึ้น การป้องกันตนเองจึงเป็นเรื่องที่สมควรที่สุดแล้ว